English Learning

คุณเคยเป็นไหม? ท่อง tense เป็น 10 เวลาพูดกับฝรั่งจะพูดทีไรก็คิด พูดไม่ได้ซักที!! มา เรียนรู้ภาษาอังกฤษ เทคนิคง่ายๆใช้งานได้จริงๆ กล้าที่จะพูด

IELTS คืออะไร

IELTS ย่อมาจาก (International English Language Testing System) เป็นข้อสอบภาษาอังกฤษระดับสากล ได้รับการออกแบบมาเพื่อประเมินความสามารถทางภาษาของผู้สมัครที่ต้องการทำงานหรือเรียนต่อในมหาวิทยาลัยในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาในการสื่อสาร เช่น ออสเตรเลีย แคนาดา ไอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น การสอบ IELTS นับว่าเป็นกุญแจที่จะช่วยให้คุณสามารถเปิดประตูสู่โลกกว้างได้  อีกทั้งยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรและประเทศอื่น ๆ อีกด้วย IELTS ถูกออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินภาษาอังกฤษ ที่ได้รับความไว้วางใจจากทั่วโลก ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าผลการทดสอบที่ออกมานั้นมีความยุติธรรมและเชื่อถือได้ การสอบ IELTS มีกี่ประเภท การสอบ IELTS มี 2 ประเภท คุณสามารถเลือกระหว่างการสอบ IELTS Academic เพื่อเรียนต่อที่ใดก็ได้ในโลกในระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโทและเอก หรือทำงานในองค์กรในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก การสอบ IELTS General Training เพื่อสอบเข้าเรียนในระดับต่ำกว่าปริญญา โยกย้ายถิ่นฐาน หรือทำงานในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักการสอบวัดระดับด้านใดบ้างการสอบการฟัง (Listening) 30 นาที ผู้สอบต้องฟังเนื้อเรื่องจากเครื่องเล่น CD ซึ่งเนื้อหาจะประกอบไปด้วยการสนทนา และบทพูด รวมทั้งการออกเสียงผู้สอบจะได้ฟังเทปเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่จะมีเวลาให้ในการอ่านคำถาม และเขียนคำตอบ และในช่วงท้ายจะมีเวลาให้คัดลอกและตรวจสอบความถูกต้องของคำตอบใน Answer Sheet อีก 10 นาที การสอบการอ่าน (Reading) 60 นาที มีเนื้อเรื่องให้อ่าน 3 บทความ พร้อมด้วยคำถามที่ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้ได้มาจากหนังสือ นิตยสาร และ หนังสือพิมพ์ ในทุกๆ เรื่องเป็นเรื่องทั่วไป ไม่ได้เจาะจงเฉพาะทางใดทางหนึ่ง รวมทั้ง 3 บทความ จะมีคำถามทั้งหมดจำนวน 40 ข้อ และให้เวลาทั้งหมด 60 นาที ดังนั้นเวลาในการทำจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณข้อละ 5 นาที การสอบการเขียน (Writing) 60 นาที จะแบ่งออกเป็น 2 เรื่อง ให้เวลา 60 นาที เรื่องแรก คือการเขียนในลักษณะอธิบายข้อมูลที่ให้มาในรูปแบบกราฟ ตาราง แผนผัง เราจะต้องมีการเปรียบเทียบข้อมูลต่างๆ ที่เด่นๆ โดยที่ต้องเขียนอย่างน้อย 150 คำเป็นอย่างต่ำ เรื่องที่สอง คือ การเขียนเรียงความหรือรายงานอย่างเป็นทางการ และเป็นการแสดงความคิดเห็น การหาทางออก ของปัญหาหรือวิจารณ์หัวข้อที่ให้มา โดยต้องเขียนอย่างน้อย 250 คำ การสอบการพูด (Speaking) 11-14 นาที แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกเป็นการพูดคุยเรื่องทั่วๆ ไป การใช้ชีวิตประจำวัน ส่วนที่สอง กรรมการจะมีเวลาให้เตรียมตัวก่อนพูด 1 นาที โดยจะมีบัตรคำถามมาให้ และจะให้เราพูดคนเดียวประมาณ 3-4 นาที และส่วนสุดท้ายจะมีลักษณะคล้ายกับการพูดโต้ตอบกันในหัวข้อที่ได้จากส่วนที่สองปรึกษา ฟรี ...

8 ประโยคง่ายๆในการทำความรู้จักเพื่อน!!

หลายคนประสบกับปัญหานี้ คือเวลาที่เราเจอชาวต่างชาติเราไม่รู้จะเริ่มคุยกับพวกเขายังไง มันอาจจะเกิดมากจากที่เรากลัวผิด ไม่กล้าที่จะพูดออกไป อาย หรือสาเหตุอื่นๆ วันนี้ผมจะมาสร้างความมั่นใจให้พวกคุณด้วย 8 ประโยคง่ายๆเหล่านี้ ไปดูกันเลยครับ

ฤดูหนาวกำลังเข้ามา มาดูภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับหน้าหนาวกันว่าจะใช้พูดยังไง??(Vocabulary)

ฤดูหนาวกำลังมา!! “Winter is coming” หลายคนอาจจะคุ้นชินกับประโยคนี้จากซีรีย์ดังเรื่อง A Game of Thrones ซึ่งช่วงนี้ประเทศไทยของเรากำลังเข้าสู่ฤดูหนาว ที่มีลมหนาวพัดมาเบาๆให้เรารู้สึกเย็นๆกันแล้ว วันนี้ Pro Language School ของเราจึงได้ตามกระแสลมหนาวมีคำต่างๆที่เกี่ยวกับฤดูหนาวมาฝากกัน ไปดูกันซิว่ามันจะ cool ขนาดไหน

เข้าใจแล้ว!!! ภาษาอังกฤษสามารถพูดได้อย่างไรให้คูล ไม่อายฝรั่ง (Vocabulary)

เมื่อมีคนถามคุณว่า “Do you understand?” แน่นอนว่าเป็นการเช็คความเข้าใจของคุณเพื่อให้เข้าใจตรงกันในข้อมูลที่คุยกัน วันนี้ Pro Language ของเรามีคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่แปลว่า “ฉันเข้าใจแล้ว” มาฝากเพื่อนๆ กัน มาลองดูสิว่าจพมีคำว่าอะไรบ้างไปดูพร้อมกันเลยครับ

คุยโทรศัพท์เป็นภาษาอังกฤษ Talking on the phone

หนึ่งในปัญหาของคนทำงานออฟฟิศเลยก็คือการรับโทรศัพท์เป็นภาษาอังกฤษ ถึงแม้เราอาจจะไม่ได้ฟังเข้าใจทั้งหมดแต่อย่างน้อยก็ขอชื่อหรือเบอร์ติดต่อกลับจากคนที่โทรเข้ามาก็ยังดี เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการสื่อสารทางโทรศัพท์ วเรามาดู ขั้นตอนของการพูดคุยผ่านทางโทรศัพท์เป็นภาษาอังกฤษกัน มาดูว่าจะคุยโทรศัพท์ยังไงให้ได้งาน (more…)

Heavy rain ฝนตกหนักมาก

ฤดูฝนพรำกำลังใกล้เข้ามาแล้ว บางวันฝนตกแบบเบาๆ บางวันฝนตกหนักมากแบบไม่ลืมหูลืมตากันเลย วันไหนฝนจะตกหนัก หรือตกปรอยๆ เราก็เดาใจฝนไม่ถูกกันเลย เวลาจะไปไหนมาไหนอย่าลืมพกร่มติดไปด้วยนะคะ ถึงฤดูฝนทีไรทำให้นึกถึงสำนวนภาษาอังกฤษประโยคนึงว่า 'It's raining cats and dogs.' ถ้าแปลกันตรงๆ ตามตัวจะได้ความว่า ฝนตกลงมาเป็นแมวเป็นหมา อาจจะสงสัยว่าหมากับแมวมาเกี่ยวอะไรกับฝนตกล่ะ แต่สำนวนนี้ชาวอังกฤษเขาใช้พูดกันในวันฝนตกหนัก มีความหมายว่า ฝนตกหนักมาก ซึ่งภาษาแบบปกติ คือ 'It's raining so hard.' หรือถ้าจะพูดว่า ฉันไม่เคยเห็นฝนตกหนักขนาดนี้เลย ก็ใช้ประโยคว่า 'I've never seen it rain so hard !'สำนวน It's raining cats and dogs. มีที่มาที่ไปที่ไม่มีใครทราบแน่นอน บ้างก็เล่ากันมาว่า เนื่องจากในศตวรรษที่ 17 ของประเทศอังกฤษ ในสมัยโบราณมุงหลังคาด้วยหญ้า หรือฟาง หมาและแมวจึงชอบขึ้นไปนอน เพราะว่ามันอบอุ่น เมื่อฝนตกลงมาหนักๆ หมาและแมวที่นอนเล่นอยู่บนหลังคาก็จะลื่นตกลงมาจากหลังคา บ้างก็บอกว่า ฝนที่ตกแรงจนน้ำท่วมมักจะพัดพาซากหมาแมวมาคาอยู่บนถนนเต็มไปหมด จึงกลายเป็นที่มาของสำนวนที่ว่า ฝนตกลงมาเป็นแมวเป็นหมาตัวอย่างเช่นHere Sometimes, it rain cat and dogs. ที่นี่บางครั้งฝนตกไม่ลืมหูลืมตา You should take an umbrella with you, it is raining cats and dogs out there ! คุณควรพกร่มไปด้วยนะ ข้างนอกฝนตกหนักมาก The children should take their raincoats, umbrellas, and boots. It's raining cats and dogs outside. เด็กๆ ควรจะสวมเสื้อฝน กางร่ม และใส่รองเท้าบู๊ต เพราะข้างนอกฝนตกหนักมากเรามาเตรียมต้อนรับวันที่สายฝนโปรยปราย ด้วยคำศัพท์และสำนวนภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับคำว่าฝนกัน คำศัพท์เกี่ยวกับฤดูฝนRainy/wet season. (เรนนี่/เวท ซีซั่น) แปลว่า ฤดูฝน Rain. (เรน) แปลว่า ฝนตก Damp.  (แดมพ) แปลว่า ฝนจางๆ ที่ทำให้เปียกเล็กน้อย Drizzle. (ดริซเซิล) แปลว่า ฝนตกปรอยๆ Showery. (เฌาเออะริ) แปลว่า ฝนตกโปรยปราย Shower. (ชาวเวอ) แปลว่า ฝนตกเป็นระยะๆ Moderate rain. (มอเดอเรท...

หลักการใช้ Past Tense

การเปลี่ยนรูปคำกริยาเป็น past tense มี 2 วิธี คือ 1. การเติม ed ที่ท้ายคำกริยาช่องที่ 1 (Regular Verb) 2. คำกริยาที่เปลี่ยนรูปใหม่ ( Irregular Verb)   หลักการเติม ed ที่ท้ายคำกริยา มี 5 ข้อ ดังนี้ 1.คำกริยาโดยทั่วไปเมื่อเปลี่ยนเป็นคำกริยาช่องที่ 2 ให้เติม ed ได้เลย เช่นclean – cleaned help – helped watch – watched2.คำกริยาที่ลงท้ายด้วยeอยู่แล้ว ให้เติม d ได้ทันทีเช่นlike – liked bake – baked live – lived3.คำกริยาที่เป็นคำพยางค์เดียว มีสระตัวเดียว และพยัญชนะตัวสะกดตัวเดียว ให้เติมตัวสะกดตัวท้ายเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งตัวก่อน แล้วจึงเติมedเช่นstop – stopped fit – fitted plan – planned4.คำกริยาที่มี 2 พยางค์ออกเสียงเน้นหนักพยางค์หลัง และพยางค์หลังนั้นมีสระตัวเดียวลงท้ายด้วยตัวสะกดตัวเดียว ให้เติมตัวสะกดตัวท้ายเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งตัวก่อน แล้วจึงเติม ed เช่นprefer – preferred control – controlledออกเสียงเน้นหนักพยางค์แรก ให้เติม ed ได้ทันที เช่นopen – opened cover – covered5.คำกริยาที่ลงท้ายด้วย yหน้า y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน y เป็น iก่อนแล้วจึงเติมed เช่นstudy – studied cry – cried carry – carriedหน้า y เป็นสระ ให้เติม ed ได้ทันที เช่นplay – played stay – stayed  หลักการอ่านออกเสียง ed ที่ท้ายคำกริยา มี 3 ข้อ ดังนี้ 1. ออกเสียง t (ทึ) ก็ต่อเมื่อ ed ตามหลังพยัญชนะเสียงไม่ก้อง (Voiceless Sound) ได้แก่ c, ch, f, gh, k, p, s, sh, th (θ), x  เช่นpanicked – แพ๊นิคทึ watched – ว็อทชึทึ staffed – สต๊าฟทึ laughed – ลาฟทึ walked – วอคทึ dropped – ดร็อพทึ kissed –...